กลับหน้าเว็บไซต์
main
ตารางราคายาง วันนี้
ณ ตลาดกลาง ยางพาราหาดใหญ่
การยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand)

ข่าวสาร กยท. >> ข่าวประชาสัมพันธ์การยาง RSS

กยท. เร่งแจงเหตุ แบนซื้อยางพาราจากภาคอีสาน พร้อมประชาสัมพันธ์เลิกใช้กรดซัลฟิวริก


วันที่ 1 ก.ย. 2559
 
กยท. เร่งแจงเหตุ แบนซื้อยางพาราจากภาคอีสาน พร้อมประชาสัมพันธ์เลิกใช้กรดซัลฟิวริก 

               พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ไม่รับซื้อยางพาราจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า เรื่องดังกล่าวได้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่ง และได้มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ลงพื้นที่ทำความเข้าใจ พร้อมชี้เเจงให้เกษตรกรได้มีการปรับตัว โดยลดการนำเอากรดกำมะถัน หรือ ซัลฟิวริก ซึ่งมีราคาถูกมาใช้เพื่อให้น้ำยางเซทตัวเร็วขึ้น เนื่องจากกรดดังกล่าวทำให้คุณภาพของน้ำยางมีความยืดหยุ่นต่ำ ยางล้อรถยนต์มีคุณภาพและอายุการใช้งานสั้นลง และควรนำนำสารชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติในการจับตัวยางตามคำแนะนำทางวิชาการอย่างกรดฟอร์มิกมาใช้เป็นหลัก ส่วนของการรับซื้อหรือไม่ซื้อยางที่มาจากภาคอีสานของบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์นั้น มองว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของกลุ่มค้ายางบางประการและกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
              เบื้องต้น เกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสานผลิตยางพาราในปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 5 แสนตัน มีเกษตรกรใช้กรดซัลฟิวริก ถึงร้อยละ 60 และใช้กรดฟอร์มิกร้อยละ 40 จึงมอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยเร่งชี้แจงทำความเข้าใจต่อเกษตรกร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวของอย่างเร่งด่วน
              ด้านนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า เท่าที่ กยท.ประสานขอข้อมูลไปยังบริษัทมิชลินยังยืนยันว่าไม่ได้มีการยกเลิกซื้อยางจากเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามที่เป็นข่าว ซึ่งวันนี้ทางอนุกรรมมาธิการพิจารณาศึกษาผลผลิตทางการเกษตร ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญทางบริษัทมาหารือ และได้เชิญทาง กยท.เข้าไปให้ข้อมูลด้วย โดยทาง กยท.พร้อมที่จะชี้แจงทุกประเด็นที่เป็นข้อสงสัยและที่ผ่านมาทาง กยท.ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคสถาบันเกษตรกรที่เกี่ยวข้องร่วมกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรยกเลิกการใช้กรดซัลฟิวริก เพราะนอกจากจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพยาง ยังมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของเกษตรกรผู้ใช้เองด้วย รวมทั้งกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตที่ทำให้เครื่องจักรมีความเสียหายสึกกร่อนเร็ว
               ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กยท. ยืนยัน ได้รณรงค์ไม่ให้ใช้กรดดังกล่าว และสามารถลดการใช้กรดดังกล่าวลงกว่าร้อยละ 40 และเชื่อว่าจะหมดไปในอีก 2 ปีข้างหน้า ส่วนปริมาณการผลิตในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะนี้มีประมาณ 573,000 ตันและมีพื้นที่ปลูกยางล่าสุด จำนวน 4,726,466 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 3,240,734 ไร่ และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น จึงอยากแนะนำให้เกษตรกรหันมาใช้กรดฟอร์มิก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพยางและฉุดราคายางจนเป็นปัญหาในระยะยาว
               อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่ายางก้อนถ้วยตามหลักการ ต้องกรีด 3 - 5 มีด โดย 1 มีด จะใช้กรด 15 cc สาเหตุที่เกษตรกรใช้กรดซัลฟิวริกแทนกรดฟอร์มิกที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะต้นทุนของกรดซัลฟิวริกที่ใช้มีราคาถูกกว่า โดยความแตกต่างของราคากรดฟอร์มิก 1 ลิตร ราคา 60 บาท ในขณะที่กรดซัลฟิวริก 1 ลิตร ราคา 0.222 บาท พร้อมทั้ง ยังสามารถใช้ได้ในปริมาณที่มากกว่า ทำให้เกษตรกรเลือกใช้กรดนี้ แต่หากยังใช้ก็อาจจะเกิดปัญหาด้านราคาในระยะยาวเช่นกัน
 
 
ทีมข่าวประชาสัมพันธ์ การยางฯ

Valid HTML 4.01 Transitional

สงวนลิขสิทธิ์ 2559 - การยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand)
เลขที่ 67/25 ถนนบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. 10700 โทร 0-2433-2222 ต่อ 241 แฟ็กซ์ 0-2435-8956, 0-2424-3683