กลับหน้าเว็บไซต์
main
ตารางราคายาง วันนี้
ณ ตลาดกลาง ยางพาราหาดใหญ่
การยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand)

ศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ >> ข้อมูลทางวิชาการ

กลิ่นเหม็นจากโรงงานยางแท่ง.....อันตรายกว่าที่คิด


วันที่ 2 เม.ย. 2560

รูปที่ 1 ผู้ป่วยในเขตจังหวัดระยองได้รับก๊าซพิษจากโรงงานยางแท่ง เป็นผื่นบวมแดง คันตามร่างกาย
รูปที่ 1 ผู้ป่วยในเขตจังหวัดระยองได้รับก๊าซพิษจากโรงงานยางแท่ง เป็นผื่นบวมแดง คันตามร่างกาย
รูปที่ 2 ยางที่ถูกย่อยเป็นเม็ดเล็ก ๆ เตรียมเข้าเตาอบ
รูปที่ 2 ยางที่ถูกย่อยเป็นเม็ดเล็ก ๆ เตรียมเข้าเตาอบ
           ตามที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 แจ้งความคืบหน้าสองโรงงานยางแท่งในจังหวัดอุดรธานีเร่งแก้ไขปัญหากรณีที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการสัมผัสกลิ่นเหม็นที่เกิดจากกระบวนการผลิตทำให้รู้สึกได้ถึงอาการแสบจมูก แสบคอ ระคายเคืองตา จาม ปากแห้ง แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เป็นผื่นคันตามผิวหนังและวิงเวียนศีรษะ และจากข้อมูลยังพบว่ากลิ่นเหม็นไปไกลเกินกว่ารัศมี 1.5 กม. สร้างความรำคาญและหงุดหงิดให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง นั้น
           จากการที่ศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคใต้ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ได้ศึกษาก๊าซที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและก่อให้เกิดมลพิษ ณ โรงงานยางแท่งในเขต อ. หาดใหญ่ จ. สงขลา เมื่อปีที่ผ่านมาด้วยการศึกษาก๊าซ 3 ชนิด คือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) , ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) โดยเก็บตัวอย่างอากาศรวม 6 จุด คือ บริเวณเตาอบยาง หน้าห้องปฏิบัติการยางแท่ง และบริเวณกองหมักก้อนยาง ส่วนอีก 3 จุดที่เหลืออยู่ห่างจากบริเวณโรงงานซึ่งห่างออกไปเป็นระยะทางต่าง ๆ กัน 50 เมตร, 1 กม. และ 2.5 กม. ตามลำดับ ทำการวิเคราะห์หาปริมาณก๊าซ H2S ด้วยวิธีเมทธิลลีนบูล ปริมาณก๊าซ SO2 ด้วยวิธี TGS - ANSA และปริมาณ NO2 ด้วยวิธีพาราโรซานิลีน โดยเก็บตัวอย่างอากาศผ่านสารละลายดูดกลืนปริมาตร 10 มิลลิเมตร ปริมาตรอากาศที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน (STP) 13.66 ลิตร เป็นเวลา 20 นาที จากการเก็บตัวอย่างอากาศทุกชั่วโมงเป็นเวลา 8 ชั่วโมง พบว่า ก๊าซ H2S, SO2 และ NO2 บริเวณเตาอบยาง มีปริมาณสูงกว่าบริเวณอื่นๆ คือมีพิสัยของก๊าซดังกล่าวอยู่ระหว่าง 8.8 - 13.5 ppm , 23.1- 27.2 ppm และ 1.7 - 1.9 ppm ตามลำดับ ทั้งนี้ปริมาณความเข้มข้นของก๊าซแต่ละชนิดที่เก็บในช่วงเวลาต่าง ๆ กันนั้น ยังขึ้นอยู่กับสภาวะที่ทำการเก็บตัวอย่าง โดยพบว่าถ้าอากาศปิด ในวันที่มีฝนตกหรือครึ้มฟ้าครึ้มฝนจะมีปริมาณความเข้มข้นของก๊าซมากกว่าช่วงที่สภาวะอากาศเปิดคือ มีลมพัด ท้องฟ้าแจ่มใส และจากการศึกษายังพบว่าบริเวณที่อยู่ห่างจากโรงงานออกไปเป็นระยะทางต่าง ๆ กัน พบปริมาณของก๊าซดังกล่าวมีปริมาณลดลงตามลำดับ ทั้งนี้ปริมาณความเข้มข้นของก๊าซมลพิษทุกชนิดในบริเวณที่ทำการศึกษามีค่าสูงกว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศตามที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ พ.ศ. 2542 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2549 แล้วยังมีปริมาณความเข้มข้นของก๊าซทุกชนิดต่ำกว่ามาตรฐาน
          กลิ่นเหม็นจากกระบวนการผลิตยางแท่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในขั้นตอนการอบยางและการหมักยาง ซึ่งมักจะได้กลิ่นแสบจมูก แสบคอ ซึ่งเกิดขึ้นในขั้นตอนการอบยางเนื่องจากสารอินทรีย์จำพวกกรดไขมันระเหยได้ที่มีมวลโมเลกุลต่ำจะระเหยออกมามีฤทธิ์เป็นกรด ได้แก่ กรดอะซิติก กรดบิวทิริก กรดพอพิโอนิก กรดไอโซบิวทิริก กรดวาเลริก และกรดไอโซวาเลริก องค์ประกอบทางเคมีที่เด่นชัดคือ กรดอะซิติก ที่ได้จากกระบวนการหมักของคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในยางนั่นเอง
           ที่ร้ายไปกว่านั้นนอกจากเกิดกรดไขมันระเหยได้แล้วยังเกิดก๊าซ SO2 ในขั้นตอนการอบยางจากการยางมีองค์ประกอบของกำมะถันอยู่ในปริมาณเล็กน้อย แต่ที่เสริมให้ปริมาณก๊าซชนิดนี้มากขึ้นจากยางก้อนถ้วยที่ใช้กรดซัลฟิวริกจับตัวยาง เมื่อก๊าซ SO2 แพร่กระจายเข้าสู่อากาศ จะรวมตัวหรือทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนในอากาศจะกลายเป็นซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (SO3) และกลายเป็นซัลเฟตหรือที่เรียก กรดซัลฟิวริก หรือกรดกำมะถัน มีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ทำให้เกิดฝนกรดและออกไซด์ของซัลเฟอร์ยังเป็นก๊าซที่มีอันตรายต่อพืช สัตว์และมนุษย์ รวมทั้งวัสดุและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้โดยตรงอีกด้วย ซึ่งตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยพ.ศ. 2520 กำหนดให้ปริมาณ SO2 ในอากาศไม่เกิน 5 ppm แต่มนุษย์สามารถรับรู้กลิ่นได้ที่ระดับ 3 – 5 ppm แต่หากมีปริมาณมากกว่า 8 ppm ขึ้นไปจะรู้สึกแสบคอ แสบตา วิงเวียนศีรษะ และไอ
          ส่วนก๊าซไข่เน่าหรือ H2S เกิดจากกระบวนการย่อยสลายโปรตีนที่อยู่ในยางที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบโดยแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนทำให้กำมะถันเปลี่ยนเป็นก๊าซไข่เน่าซึ่งมักเกิดขึ้นในการหมักยาง ยิ่งโรงงานยางแท่งมีการหมักยางปริมาณมากเท่าไรยิ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นของก๊าซไข่เน่ามากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ในระบบบำบัดน้ำเสียก็เกิดกลิ่นเหม็นจากก๊าซไข่เน่าด้วยเช่นกัน ความเข้มข้นของก๊าซไข่เน่าเพียงแค่ระดับ 10 ppm ก็สามารถรู้สึกถึงอาการแสบตา และระดับที่มากขึ้นเริ่มหายใจติดขัด แต่หากมีอาการพิษเฉียบพลันจะเกิดอาการคลื่นไส้ หายใจขัดต่อเนื่องจากการขาดออกซิเจน หมดสติและอาจถึงตายได้ถ้ามีระดับความเข้มข้นสูงถึง 100 ppm
           สำหรับก๊าซ NO2 เป็นก๊าซที่มีกลิ่นเหม็นฉุน เกิดขึ้นได้ทั้งในการะบวนการหมักจากจุลินทรีย์ที่อยู่ในกองยางและในระหว่างการเผาไหม้เชื้อเพลิงในขั้นตอนการอบยาง ซึ่งตามประกาศกระทรวงมหาดไทยสามารถรับกลิ่นได้อย่างต่อเนื่องไม่เกิน 5 ppm หากมีความชื้นเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดกลิ่นเร็วขึ้นและเกิดอาการหอบหืดตามมา ถ้ามีปริมาณมากจะทำลายเนื้อเยื่อบริเวณทางเดินหายใจ เกิดภาวะหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ
           ก๊าซที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นทั้งสามชนิดดังที่กล่าวมาจัดเป็นก๊าซมลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรังกับโรงงานยางแท่ง หากมีระบบการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะระบบดักกลิ่นหรือดูดกลิ่นในระหว่างการอบยางจะเกิดก๊าซพิษที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง และในขั้นตอนการหมักยางเพื่อปรับปรุงคุณภาพยางให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นจะก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นเช่นกัน
          ปัญหาการใช้กรดซัลฟิวริกในการจับตัวยางก้อนถ้วยก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดก๊าซไข่เน่าจากซัลเฟตที่ตกค้างในก้อนยาง ซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการที่ผู้จำหน่ายสารจับตัวยางที่เห็นแก่ตัวไม่เห็นประโยชน์ส่วนรวม สร้างความเสียหายยิ่งใหญ่ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการยางแท่ง สิ่งแวดล้อม และต่อประเทศชาติ ที่แก้ปัญหาไม่รู้จักจบ ดังนั้นกลิ่นเหม็นจากโรงงานยางโดยเฉพาะโรงงานยางแท่งควรมีมาตรการขั้นเด็ดขาดกับผู้ผลิตสารจับตัวยางที่ไม่ใช่กรดฟอร์มิกตามคำแนะนำและกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมยางแท่งเร่งหามาตรการในการแก้ปัญหาให้ประชาชนอยู่ได้อย่างมีความสุข
 
เรื่อง/ภาพ : ปรีดิ์เปรม ทัศนกุล
รูปที่ 3 แก๊สพิษที่ปล่อยออกจากโรงงานยางแท่ง
รูปที่ 3 แก๊สพิษที่ปล่อยออกจากโรงงานยางแท่ง
รูปที่ 4 หมักยางก้อนถ้วยเพื่อปรับปรุงคุณภาพยางแต่เป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็น
รูปที่ 4 หมักยางก้อนถ้วยเพื่อปรับปรุงคุณภาพยางแต่เป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็น

Valid HTML 4.01 Transitional

สงวนลิขสิทธิ์ 2559 - การยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand)
เลขที่ 67/25 ถนนบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. 10700 โทร 0-2433-2222 ต่อ 241 แฟ็กซ์ 0-2435-8956, 0-2424-3683